แพนิค คืออะไร? ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใช่แพนิคไหม? | Mahajitnakhon
อัปเดตเมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่ออก เวียนหัว หรือรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นอะไรบางอย่าง เป็นอาการที่ทำให้หลายคนตกใจและกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จึงไม่แปลกที่คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจอาจเป็น “นี่คือแพนิคหรือเปล่า?”
อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นระหว่าง Panic Attack (แพนิคแอตแทค) ได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออกจะต้องเป็นแพนิค เพราะอาการทางกายหลายอย่างสามารถเกิดจากภาวะทางร่างกาย ความเครียด หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้เช่นกัน
ดังนั้น การสังเกตอาการด้วยตัวเองสามารถช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในเบื้องต้น แต่ ไม่ควรใช้เป็นการวินิจฉัยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการทางกายที่รุนแรง เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากอะไร
บทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจว่าแพนิคคืออะไร มีอาการแบบไหน แตกต่างจากความเครียดหรือภาวะอื่นอย่างไร ปัจจัยอะไรที่อาจเกี่ยวข้อง และเมื่อไหร่ควรนัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม
ไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ เกี่ยวข้องกับแพนิคหรือไม่ สามารถสอบถามเบื้องต้นได้ที่ LINE official ของเรา
แพนิคคืออะไร
Panic Attack หรืออาการแพนิค คือช่วงเวลาที่เกิดความกลัวหรือความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับอาการทางร่างกายและความคิดหลายรูปแบบ เช่น ใจเต้นเร็ว เหงื่อออก สั่น หายใจลำบาก เวียนหัว เจ็บหรือแน่นหน้าอก คลื่นไส้ หรือรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียการควบคุม
บางคนอาจรู้สึกว่า “กำลังจะตาย” “กำลังจะเป็นอะไรที่ร้ายแรง” หรือ “ควบคุมตัวเองไม่ได้” แม้ในขณะนั้นจะไม่มีอันตรายที่ชัดเจนก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถสร้างความกลัวอย่างมาก และความกลัวต่ออาการทางกายเองก็อาจทำให้วงจรความตื่นตัวรุนแรงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม Panic Attack กับ Panic Disorder ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
คนหนึ่งคนสามารถมี Panic Attack ได้โดยไม่ได้หมายความว่าจะมี Panic Disorder เสมอไป
โดย Panic Disorder เกี่ยวข้องกับการเกิด Panic Attack ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และโดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ร่วมกับความกังวลเกี่ยวกับการเกิดอาการอีกครั้งหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กลัวว่าจะเกิดแพนิค
ดังนั้น หากเคยมีอาการแพนิคเพียงครั้งเดียว ไม่ควรรีบสรุปว่าตัวเองเป็นโรคแพนิค
อาการหรือสัญญาณที่ควรสังเกต
อาการของ Panic Attack สามารถเกิดขึ้นทั้งทางร่างกาย ความคิด และอารมณ์ โดยแต่ละคนอาจมีอาการไม่เหมือนกัน
อาการทางร่างกาย💪
อาการที่พบได้ เช่น
ใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง
แน่นหรือเจ็บหน้าอก
หายใจไม่อิ่ม หายใจลำบาก หรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่เข้า
รู้สึกเหมือนจะสำลักหรือมีอะไรติดอยู่ที่คอ
เหงื่อออกมาก
ตัวสั่นหรือมือสั่น
รู้สึกร้อนหรือหนาวผิดปกติ
เวียนหัว โคลงเคลง หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม
ชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณมือหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง
อาการเหล่านี้เป็นอาการที่สามารถพบได้ใน Panic Attack แต่ ไม่ใช่รายการที่ใช้ยืนยันว่าเป็นแพนิค เพราะอาการอย่างใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเวียนหัวก็สามารถเกิดจากสาเหตุทางกายได้เช่นกัน
ความคิดและความรู้สึกระหว่างเกิดอาการ💭
นอกจากอาการทางกาย หลายคนอาจมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรง เช่น
กลัวว่าจะเสียชีวิต
กลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง
กลัวว่าจะหมดสติ
กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้
รู้สึกว่ากำลังเกิดเหตุการณ์อันตรายขึ้นกับตัวเอง
รู้สึกแปลก ๆ กับร่างกายหรือสิ่งรอบตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อร่างกายเกิดอาการ เช่น หัวใจเต้นแรงหรือหายใจผิดปกติ สมองอาจตีความอาการเหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณอันตราย ทำให้เกิดความกลัวเพิ่มขึ้น และความกลัวที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้อาการทางร่างกายชัดเจนขึ้นอีก
จึงสามารถเกิดเป็นวงจรที่คล้ายกับ
รู้สึกผิดปกติ → กลัวว่าเกิดเรื่องร้ายแรง → ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น → อาการชัดขึ้น → ยิ่งกลัวมากขึ้น
วงจรนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้ผู้ที่มีอาการทำความเข้าใจและเรียนรู้วิธีรับมือได้

ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แตกต่างจากภาวะใกล้เคียงอย่างไร
คำว่า “แพนิค” ถูกใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างกว้าง แต่ในทางสุขภาพจิต การประเมินว่าอาการเป็น Panic Attack หรือ Panic Disorder จำเป็นต้องดูภาพรวม ไม่ใช่ดูจากอาการเพียงข้อเดียว
แพนิคกับความเครียดหรือความวิตกกังวล
ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถทำให้เกิดอาการทางร่างกายได้ เช่น ใจเต้นเร็ว หายใจไม่อิ่ม กล้ามเนื้อตึง เวียนหัว หรือรู้สึกกระสับกระส่าย
ความเครียดมักมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์หรือปัจจัยกดดันบางอย่าง เช่น งาน ปัญหาความสัมพันธ์ การเงิน หรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ขณะที่ Panic Attack อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่เห็นได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงรูปแบบของอาการอาจซับซ้อน และไม่ควรพยายามแยกด้วยตัวเองจากอาการเพียงไม่กี่ข้อ
แพนิคกับภาวะทางกาย
สิ่งสำคัญอย่างมากคือ อาการใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบากไม่ได้มีสาเหตุมาจากความวิตกกังวลเสมอไป
อาการลักษณะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพทางกายหลายรูปแบบ ดังนั้นหากมีอาการใหม่ อาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจว่าสาเหตุคืออะไร ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมก่อนที่จะสรุปว่าเป็นแพนิค
โดยเฉพาะอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกที่รุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติ หรือมีอาการที่ทำให้สงสัยว่าอาจเป็นภาวะฉุกเฉิน ไม่ควรรอให้หายเองหรือสรุปว่าเป็นแพนิค
แพนิคกับภาวะซึมเศร้า
แพนิคและภาวะซึมเศร้าเป็นคนละปัญหากัน แต่สามารถเกิดร่วมกันได้
หากนอกจากอาการแพนิคแล้ว ยังมีอารมณ์เศร้า เบื่อสิ่งที่เคยชอบ ไม่มีแรง รู้สึกไร้ค่า หรือมีการเปลี่ยนแปลงด้านการนอนและการกินอย่างต่อเนื่อง ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสุขภาพจิตโดยรวม ไม่ควรโฟกัสเฉพาะอาการแพนิคเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการแพนิค
Panic Attack หรือ Panic Disorder ไม่ได้มีสาเหตุเดียวที่สามารถอธิบายได้ในทุกคน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจมีทั้งด้านชีวภาพ จิตใจ และสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างเช่น
ความเครียดสะสม
เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
ความวิตกกังวลที่มีอยู่เดิม
รูปแบบการตีความอาการทางร่างกาย
ประสบการณ์ที่เคยเกิด Panic Attack มาก่อน
ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือชีวภาพบางประการ
สภาพแวดล้อมและปัจจัยกดดันในชีวิต
นอกจากนี้ บางคนอาจพบว่าอาการเกิดขึ้นในสถานการณ์บางอย่าง เช่น อยู่ในที่คนเยอะ อยู่บนรถ เดินทางไกล อยู่คนเดียว หรืออยู่ในสถานที่ที่ออกจากได้ยาก ขณะที่บางคนอาจมีอาการเกิดขึ้นโดยไม่สามารถระบุสาเหตุหรือสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจนได้
สิ่งสำคัญคือ การมีความเครียดไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดแพนิค และการเกิดแพนิคก็ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจัดการชีวิตได้ไม่ดี
อาการแพนิคส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร
สิ่งที่ทำให้แพนิคมีผลต่อชีวิตไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่เกิดอาการ แต่รวมถึง “ความกลัวว่าจะเกิดขึ้นอีก” ด้วย
หลังจากเคยมีอาการรุนแรง บางคนอาจเริ่มสังเกตร่างกายตัวเองมากขึ้น เช่น คอยเช็กว่าหัวใจเต้นเร็วหรือไม่ หายใจปกติหรือเปล่า หรือรู้สึกผิดปกติเล็กน้อยก็เริ่มกลัวว่าจะเกิดแพนิคอีก
จากนั้นอาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยง เช่น
ไม่อยากออกจากบ้าน
หลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการ
ไม่กล้าเดินทางคนเดียว
หลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินหรือใช้ระบบขนส่งบางประเภท
ไม่อยากอยู่ในที่ที่คิดว่าไม่มีคนช่วย
ปฏิเสธกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำเป็นปกติ
เมื่อการหลีกเลี่ยงเพิ่มขึ้น โลกของเราอาจค่อย ๆ เล็กลง และความมั่นใจในการใช้ชีวิตอาจลดลงตามไปด้วย
NIMH ระบุว่าผู้ที่มี Panic Disorder อาจเกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเกิด Panic Attack ครั้งต่อไป และอาจหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการ ดังนั้น หากอาการเริ่มทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงสถานที่ การหยุดทำกิจกรรม หรือพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มี่คุณควรจะเริ่มขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ
หากมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรืออาการคล้ายแพนิค ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดหลายครั้งก่อนจึงจะขอความช่วยเหลือ
การนัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นมีรูปแบบอย่างไร ส่งผลต่อชีวิตมากแค่ไหน และควรวางแผนรับมืออย่างไร
ควรพิจารณานัดหมายประเมิน โดยเฉพาะเมื่อ
อาการเกิดขึ้นซ้ำหรือเริ่มถี่ขึ้น
เริ่มกลัวว่าจะเกิดอาการอีกตลอดเวลา
ต้องหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง
อาการรบกวนการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์
รู้สึกว่าต้องคอยตรวจสอบร่างกายของตัวเองอยู่ตลอด
พยายามรับมือด้วยตัวเองแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น
อาการทำให้คุณรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต
ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก ควรทำอย่างไร?
หากมี อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติ รู้สึกว่ากำลังเกิดภาวะฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้นและไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว
เมื่อได้รับการตรวจและประเมินสาเหตุทางกายอย่างเหมาะสมแล้ว หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลหรือแพนิค การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้วางแผนดูแลต่อได้อย่างเหมาะสม
...อย่าพยายามวินิจฉัยตัวเองว่า “เป็นแพนิคแน่ ๆ” เพียงเพราะมีอาการใจสั่นหรือแน่นหน้าอก...

การปรึกษาและจิตบำบัดช่วยอะไรได้บ้าง
การปรึกษานักจิตวิทยาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อบอกว่า “คุณเป็นแพนิคหรือไม่” แต่เป็นกระบวนการทำความเข้าใจว่า อาการเกิดขึ้นอย่างไร มีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้อง และกำลังส่งผลต่อชีวิตอย่างไร
ในการปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยสำรวจเรื่องต่าง ๆ เช่น
อาการเกิดขึ้นเมื่อไหร่และในสถานการณ์ใด
ก่อนเกิดอาการมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร
เราตีความอาการทางร่างกายของตัวเองอย่างไร
หลังเกิดอาการแล้วมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง
ความกลัวต่อการเกิดอาการซ้ำส่งผลต่อชีวิตอย่างไร
มีความเครียดหรือปัญหาอื่นที่กำลังเกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่
การทำจิตบำบัด โดยเฉพาะแนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนสำหรับปัญหาความวิตกกังวล เช่น Cognitive Behavioral Therapy (CBT) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม รวมถึงพัฒนาทักษะในการรับมือกับความวิตกกังวลและวงจรของแพนิคได้
การรักษาอาจมีทั้งจิตบำบัดและการใช้ยาในบางกรณี โดยแนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญและความต้องการของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงจนกระทบชีวิตอย่างมากก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ การนัดหมายเพื่อประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาและวางแผนรับมือได้ตรงจุดมากขึ้น
หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเกี่ยวกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลได้ที่นี่
ดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่ากำลังแพนิค
การดูแลตัวเองไม่ควรถูกใช้แทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่มีบางสิ่งที่สามารถช่วยให้รับมือกับช่วงเวลาที่รู้สึกตื่นตระหนกได้
หยุดและพยายามอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย
หากกำลังเดินทาง ขับรถ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เมื่อเริ่มมีอาการควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน และหากเป็นไปได้ให้หยุดพักในบริเวณที่ปลอดภัย
เตือนตัวเองว่าอาการที่เกิดขึ้นกำลังทำให้กลัว
แทนที่จะรีบสรุปว่า “ต้องเกิดเรื่องร้ายแรงแน่ ๆ” อาจลองสังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยไม่ตัดสิน เช่น “ตอนนี้หัวใจเต้นเร็วและฉันกำลังรู้สึกกลัวมาก”
การแยก “อาการที่กำลังเกิดขึ้น” ออกจาก “การตีความว่าอาการนั้นหมายถึงอะไร” อาจช่วยไม่ให้ความกลัวเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
หายใจอย่างช้าและเป็นธรรมชาติ
เมื่อรู้สึกกลัว หลายคนอาจพยายามสูดหายใจเข้าแรง ๆ หรือเร็ว ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่พอ แต่การพยายามควบคุมลมหายใจมากเกินไปอาจทำให้ยิ่งรู้สึกไม่สบาย
ลองผ่อนจังหวะการหายใจให้ช้าลงและเป็นธรรมชาติ โดยไม่ฝืนกลั้นหายใจหรือพยายามสูดอากาศเข้าให้มากที่สุด
หลังเหตุการณ์ผ่านไป ลองบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น
หากเกิดอาการซ้ำ อาจจดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก่อนหน้านั้นกำลังทำอะไร มีความคิดอะไรเกิดขึ้น และหลังจากนั้นเราทำอะไรเพื่อรับมือ
ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์เมื่อนำไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะช่วยให้เห็นรูปแบบของอาการได้ชัดขึ้น
ดังนั้นหากมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาจมีแนวโน้มเป็นแพนิค แต่ไม่ควรฟันธงด้วยตัวเอง
ใจสั่น แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออกสามารถเกิดขึ้นระหว่าง Panic Attack ได้ แต่ไม่ใช่อาการที่ใช้ยืนยันว่าเป็นแพนิคได้ด้วยตัวเอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายสาเหตุ การประเมินจึงควรมองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สถานการณ์ที่เกิดอาการ ความถี่ของอาการ และผลกระทบต่อชีวิต
หากอาการเกิดขึ้นซ้ำ เริ่มทำให้กลัวการเกิดอาการครั้งต่อไป หรือทำให้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิต การ นัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ชัดขึ้น แทนที่จะต้องคอยเดาด้วยตัวเองว่า “นี่คือแพนิคหรือเปล่า”
การได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สามารถวางแผนรับมือและเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะกับแต่ละคนได้มากกว่า







ความคิดเห็น