top of page
  • mhj_fb_png
  • mhj_ig_png
  • mhj_line_png
ค้นหา

แพนิค คืออะไร? ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ใช่แพนิคไหม? | Mahajitnakhon

15 ก.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา


ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่ออก เวียนหัว หรือรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นอะไรบางอย่าง เป็นอาการที่ทำให้หลายคนตกใจและกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน จึงไม่แปลกที่คำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจอาจเป็น “นี่คือแพนิคหรือเปล่า?”


อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นระหว่าง Panic Attack (แพนิคแอตแทค) ได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกครั้งที่ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออกจะต้องเป็นแพนิค เพราะอาการทางกายหลายอย่างสามารถเกิดจากภาวะทางร่างกาย ความเครียด หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้เช่นกัน

ดังนั้น การสังเกตอาการด้วยตัวเองสามารถช่วยให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในเบื้องต้น แต่ ไม่ควรใช้เป็นการวินิจฉัยตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการทางกายที่รุนแรง เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือไม่แน่ใจว่าสาเหตุมาจากอะไร


บทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจว่าแพนิคคืออะไร มีอาการแบบไหน แตกต่างจากความเครียดหรือภาวะอื่นอย่างไร ปัจจัยอะไรที่อาจเกี่ยวข้อง และเมื่อไหร่ควรนัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม


ไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่ เกี่ยวข้องกับแพนิคหรือไม่ สามารถสอบถามเบื้องต้นได้ที่ LINE official ของเรา



แพนิคคืออะไร

Panic Attack หรืออาการแพนิค คือช่วงเวลาที่เกิดความกลัวหรือความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับอาการทางร่างกายและความคิดหลายรูปแบบ เช่น ใจเต้นเร็ว เหงื่อออก สั่น หายใจลำบาก เวียนหัว เจ็บหรือแน่นหน้าอก คลื่นไส้ หรือรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียการควบคุม


บางคนอาจรู้สึกว่า “กำลังจะตาย” “กำลังจะเป็นอะไรที่ร้ายแรง” หรือ “ควบคุมตัวเองไม่ได้” แม้ในขณะนั้นจะไม่มีอันตรายที่ชัดเจนก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถสร้างความกลัวอย่างมาก และความกลัวต่ออาการทางกายเองก็อาจทำให้วงจรความตื่นตัวรุนแรงขึ้นได้


อย่างไรก็ตาม Panic Attack กับ Panic Disorder ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน


คนหนึ่งคนสามารถมี Panic Attack ได้โดยไม่ได้หมายความว่าจะมี Panic Disorder เสมอไป

โดย Panic Disorder เกี่ยวข้องกับการเกิด Panic Attack ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และโดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ร่วมกับความกังวลเกี่ยวกับการเกิดอาการอีกครั้งหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กลัวว่าจะเกิดแพนิค 

ดังนั้น หากเคยมีอาการแพนิคเพียงครั้งเดียว ไม่ควรรีบสรุปว่าตัวเองเป็นโรคแพนิค


อาการหรือสัญญาณที่ควรสังเกต

อาการของ Panic Attack สามารถเกิดขึ้นทั้งทางร่างกาย ความคิด และอารมณ์ โดยแต่ละคนอาจมีอาการไม่เหมือนกัน

อาการทางร่างกาย💪

อาการที่พบได้ เช่น

  • ใจเต้นเร็ว ใจสั่น หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง

  • แน่นหรือเจ็บหน้าอก

  • หายใจไม่อิ่ม หายใจลำบาก หรือรู้สึกเหมือนหายใจไม่เข้า

  • รู้สึกเหมือนจะสำลักหรือมีอะไรติดอยู่ที่คอ

  • เหงื่อออกมาก

  • ตัวสั่นหรือมือสั่น

  • รู้สึกร้อนหรือหนาวผิดปกติ

  • เวียนหัว โคลงเคลง หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม

  • ชาหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มบริเวณมือหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

  • คลื่นไส้หรือไม่สบายท้อง

อาการเหล่านี้เป็นอาการที่สามารถพบได้ใน Panic Attack แต่ ไม่ใช่รายการที่ใช้ยืนยันว่าเป็นแพนิค เพราะอาการอย่างใจสั่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเวียนหัวก็สามารถเกิดจากสาเหตุทางกายได้เช่นกัน 


ความคิดและความรู้สึกระหว่างเกิดอาการ💭

นอกจากอาการทางกาย หลายคนอาจมีความรู้สึกกลัวอย่างรุนแรง เช่น

  • กลัวว่าจะเสียชีวิต

  • กลัวว่าจะเป็นโรคร้ายแรง

  • กลัวว่าจะหมดสติ

  • กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้

  • รู้สึกว่ากำลังเกิดเหตุการณ์อันตรายขึ้นกับตัวเอง

  • รู้สึกแปลก ๆ กับร่างกายหรือสิ่งรอบตัว


สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อร่างกายเกิดอาการ เช่น หัวใจเต้นแรงหรือหายใจผิดปกติ สมองอาจตีความอาการเหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณอันตราย ทำให้เกิดความกลัวเพิ่มขึ้น และความกลัวที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้อาการทางร่างกายชัดเจนขึ้นอีก


จึงสามารถเกิดเป็นวงจรที่คล้ายกับ

รู้สึกผิดปกติ → กลัวว่าเกิดเรื่องร้ายแรง → ร่างกายตื่นตัวมากขึ้น → อาการชัดขึ้น → ยิ่งกลัวมากขึ้น

วงจรนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้ผู้ที่มีอาการทำความเข้าใจและเรียนรู้วิธีรับมือได้


หากมีอาการ ใจสั่น แน่นหน้าอก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าตัวเองเข้าข่ายการเป็นแพนิค ลองสังเกตอาการและนัดพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุของอาการ
หากมีอาการ ใจสั่น แน่นหน้าอก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าตัวเองเข้าข่ายการเป็นแพนิค ลองสังเกตอาการและนัดพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุของอาการ

ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แตกต่างจากภาวะใกล้เคียงอย่างไร

คำว่า “แพนิค” ถูกใช้ในชีวิตประจำวันค่อนข้างกว้าง แต่ในทางสุขภาพจิต การประเมินว่าอาการเป็น Panic Attack หรือ Panic Disorder จำเป็นต้องดูภาพรวม ไม่ใช่ดูจากอาการเพียงข้อเดียว


แพนิคกับความเครียดหรือความวิตกกังวล

ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถทำให้เกิดอาการทางร่างกายได้ เช่น ใจเต้นเร็ว หายใจไม่อิ่ม กล้ามเนื้อตึง เวียนหัว หรือรู้สึกกระสับกระส่าย

ความเครียดมักมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์หรือปัจจัยกดดันบางอย่าง เช่น งาน ปัญหาความสัมพันธ์ การเงิน หรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต ขณะที่ Panic Attack อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและบางครั้งเกิดขึ้นโดยไม่มีสิ่งกระตุ้นที่เห็นได้ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงรูปแบบของอาการอาจซับซ้อน และไม่ควรพยายามแยกด้วยตัวเองจากอาการเพียงไม่กี่ข้อ


แพนิคกับภาวะทางกาย

สิ่งสำคัญอย่างมากคือ อาการใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบากไม่ได้มีสาเหตุมาจากความวิตกกังวลเสมอไป

อาการลักษณะดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพทางกายหลายรูปแบบ ดังนั้นหากมีอาการใหม่ อาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจว่าสาเหตุคืออะไร ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเหมาะสมก่อนที่จะสรุปว่าเป็นแพนิค

โดยเฉพาะอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกที่รุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติ หรือมีอาการที่ทำให้สงสัยว่าอาจเป็นภาวะฉุกเฉิน ไม่ควรรอให้หายเองหรือสรุปว่าเป็นแพนิค


แพนิคกับภาวะซึมเศร้า

แพนิคและภาวะซึมเศร้าเป็นคนละปัญหากัน แต่สามารถเกิดร่วมกันได้

หากนอกจากอาการแพนิคแล้ว ยังมีอารมณ์เศร้า เบื่อสิ่งที่เคยชอบ ไม่มีแรง รู้สึกไร้ค่า หรือมีการเปลี่ยนแปลงด้านการนอนและการกินอย่างต่อเนื่อง ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสุขภาพจิตโดยรวม ไม่ควรโฟกัสเฉพาะอาการแพนิคเพียงอย่างเดียว


ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการแพนิค

Panic Attack หรือ Panic Disorder ไม่ได้มีสาเหตุเดียวที่สามารถอธิบายได้ในทุกคน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจมีทั้งด้านชีวภาพ จิตใจ และสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างเช่น

  • ความเครียดสะสม

  • เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ

  • การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

  • ความวิตกกังวลที่มีอยู่เดิม

  • รูปแบบการตีความอาการทางร่างกาย

  • ประสบการณ์ที่เคยเกิด Panic Attack มาก่อน

  • ปัจจัยทางพันธุกรรมหรือชีวภาพบางประการ

  • สภาพแวดล้อมและปัจจัยกดดันในชีวิต

นอกจากนี้ บางคนอาจพบว่าอาการเกิดขึ้นในสถานการณ์บางอย่าง เช่น อยู่ในที่คนเยอะ อยู่บนรถ เดินทางไกล อยู่คนเดียว หรืออยู่ในสถานที่ที่ออกจากได้ยาก ขณะที่บางคนอาจมีอาการเกิดขึ้นโดยไม่สามารถระบุสาเหตุหรือสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจนได้


สิ่งสำคัญคือ การมีความเครียดไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดแพนิค และการเกิดแพนิคก็ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นจัดการชีวิตได้ไม่ดี

อาการแพนิคส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

สิ่งที่ทำให้แพนิคมีผลต่อชีวิตไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่เกิดอาการ แต่รวมถึง “ความกลัวว่าจะเกิดขึ้นอีก” ด้วย


หลังจากเคยมีอาการรุนแรง บางคนอาจเริ่มสังเกตร่างกายตัวเองมากขึ้น เช่น คอยเช็กว่าหัวใจเต้นเร็วหรือไม่ หายใจปกติหรือเปล่า หรือรู้สึกผิดปกติเล็กน้อยก็เริ่มกลัวว่าจะเกิดแพนิคอีก

จากนั้นอาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยง เช่น

  • ไม่อยากออกจากบ้าน

  • หลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการ

  • ไม่กล้าเดินทางคนเดียว

  • หลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินหรือใช้ระบบขนส่งบางประเภท

  • ไม่อยากอยู่ในที่ที่คิดว่าไม่มีคนช่วย

  • ปฏิเสธกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำเป็นปกติ

เมื่อการหลีกเลี่ยงเพิ่มขึ้น โลกของเราอาจค่อย ๆ เล็กลง และความมั่นใจในการใช้ชีวิตอาจลดลงตามไปด้วย


NIMH ระบุว่าผู้ที่มี Panic Disorder อาจเกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเกิด Panic Attack ครั้งต่อไป และอาจหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เคยเกิดอาการ ดังนั้น หากอาการเริ่มทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงสถานที่ การหยุดทำกิจกรรม หรือพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้น มี่คุณควรจะเริ่มขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ


เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

หากมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หรืออาการคล้ายแพนิค ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดหลายครั้งก่อนจึงจะขอความช่วยเหลือ


การนัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นมีรูปแบบอย่างไร ส่งผลต่อชีวิตมากแค่ไหน และควรวางแผนรับมืออย่างไร

ควรพิจารณานัดหมายประเมิน โดยเฉพาะเมื่อ

  • อาการเกิดขึ้นซ้ำหรือเริ่มถี่ขึ้น

  • เริ่มกลัวว่าจะเกิดอาการอีกตลอดเวลา

  • ต้องหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง

  • อาการรบกวนการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์

  • รู้สึกว่าต้องคอยตรวจสอบร่างกายของตัวเองอยู่ตลอด

  • พยายามรับมือด้วยตัวเองแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น

  • อาการทำให้คุณรู้สึกสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต



ถ้ามีอาการแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก ควรทำอย่างไร?

หากมี อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง หายใจลำบากมาก หมดสติ รู้สึกว่ากำลังเกิดภาวะฉุกเฉิน หรืออาการไม่ดีขึ้นและไม่แน่ใจว่าเกิดจากอะไร ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว


เมื่อได้รับการตรวจและประเมินสาเหตุทางกายอย่างเหมาะสมแล้ว หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลหรือแพนิค การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจะช่วยให้วางแผนดูแลต่อได้อย่างเหมาะสม

...อย่าพยายามวินิจฉัยตัวเองว่า “เป็นแพนิคแน่ ๆ” เพียงเพราะมีอาการใจสั่นหรือแน่นหน้าอก...


ทำความเข้าใจถึงสาเหตุของอาการเเพนิค ความคิด ความรู้สึก และออกแบบวิธีการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการทำจิตวิทยาบำบัด CBT
ทำความเข้าใจถึงสาเหตุของอาการเเพนิค ความคิด ความรู้สึก และออกแบบวิธีการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการทำจิตวิทยาบำบัด CBT

การปรึกษาและจิตบำบัดช่วยอะไรได้บ้าง

การปรึกษานักจิตวิทยาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อบอกว่า “คุณเป็นแพนิคหรือไม่” แต่เป็นกระบวนการทำความเข้าใจว่า อาการเกิดขึ้นอย่างไร มีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้อง และกำลังส่งผลต่อชีวิตอย่างไร


ในการปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยสำรวจเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • อาการเกิดขึ้นเมื่อไหร่และในสถานการณ์ใด

  • ก่อนเกิดอาการมีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร

  • เราตีความอาการทางร่างกายของตัวเองอย่างไร

  • หลังเกิดอาการแล้วมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง

  • ความกลัวต่อการเกิดอาการซ้ำส่งผลต่อชีวิตอย่างไร

  • มีความเครียดหรือปัญหาอื่นที่กำลังเกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่


การทำจิตบำบัด โดยเฉพาะแนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนสำหรับปัญหาความวิตกกังวล เช่น Cognitive Behavioral Therapy (CBT) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม รวมถึงพัฒนาทักษะในการรับมือกับความวิตกกังวลและวงจรของแพนิคได้


การรักษาอาจมีทั้งจิตบำบัดและการใช้ยาในบางกรณี โดยแนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญและความต้องการของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้อาการรุนแรงจนกระทบชีวิตอย่างมากก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ การนัดหมายเพื่อประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอาจช่วยให้เข้าใจปัญหาและวางแผนรับมือได้ตรงจุดมากขึ้น


หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเกี่ยวกับความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลได้ที่นี่



ดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่ากำลังแพนิค

การดูแลตัวเองไม่ควรถูกใช้แทนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่มีบางสิ่งที่สามารถช่วยให้รับมือกับช่วงเวลาที่รู้สึกตื่นตระหนกได้


  • หยุดและพยายามอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัย

    หากกำลังเดินทาง ขับรถ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เมื่อเริ่มมีอาการควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยก่อน และหากเป็นไปได้ให้หยุดพักในบริเวณที่ปลอดภัย

  • เตือนตัวเองว่าอาการที่เกิดขึ้นกำลังทำให้กลัว

    แทนที่จะรีบสรุปว่า “ต้องเกิดเรื่องร้ายแรงแน่ ๆ” อาจลองสังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยไม่ตัดสิน เช่น “ตอนนี้หัวใจเต้นเร็วและฉันกำลังรู้สึกกลัวมาก”

    การแยก “อาการที่กำลังเกิดขึ้น” ออกจาก “การตีความว่าอาการนั้นหมายถึงอะไร” อาจช่วยไม่ให้ความกลัวเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

  • หายใจอย่างช้าและเป็นธรรมชาติ

    เมื่อรู้สึกกลัว หลายคนอาจพยายามสูดหายใจเข้าแรง ๆ หรือเร็ว ๆ เพราะรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่พอ แต่การพยายามควบคุมลมหายใจมากเกินไปอาจทำให้ยิ่งรู้สึกไม่สบาย

    ลองผ่อนจังหวะการหายใจให้ช้าลงและเป็นธรรมชาติ โดยไม่ฝืนกลั้นหายใจหรือพยายามสูดอากาศเข้าให้มากที่สุด

  • หลังเหตุการณ์ผ่านไป ลองบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น

    หากเกิดอาการซ้ำ อาจจดว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก่อนหน้านั้นกำลังทำอะไร มีความคิดอะไรเกิดขึ้น และหลังจากนั้นเราทำอะไรเพื่อรับมือ

    ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์เมื่อนำไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เพราะช่วยให้เห็นรูปแบบของอาการได้ชัดขึ้น


ดังนั้นหากมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก อาจมีแนวโน้มเป็นแพนิค แต่ไม่ควรฟันธงด้วยตัวเอง

ใจสั่น แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออกสามารถเกิดขึ้นระหว่าง Panic Attack ได้ แต่ไม่ใช่อาการที่ใช้ยืนยันว่าเป็นแพนิคได้ด้วยตัวเอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายสาเหตุ การประเมินจึงควรมองทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สถานการณ์ที่เกิดอาการ ความถี่ของอาการ และผลกระทบต่อชีวิต


หากอาการเกิดขึ้นซ้ำ เริ่มทำให้กลัวการเกิดอาการครั้งต่อไป หรือทำให้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ชีวิต การ นัดหมายพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เป็นทางเลือกที่ช่วยให้เข้าใจปัญหาได้ชัดขึ้น แทนที่จะต้องคอยเดาด้วยตัวเองว่า “นี่คือแพนิคหรือเปล่า”


การได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สามารถวางแผนรับมือและเลือกแนวทางดูแลที่เหมาะกับแต่ละคนได้มากกว่า




 
 
 

ความคิดเห็น


© 2026 by Mega Horizon.co.ltd

Powered and secured by Wix

bottom of page