top of page
  • mhj_fb_png
  • mhj_ig_png
  • mhj_line_png
ค้นหา

ADHD ในเด็ก คืออะไร? ลูกสมาธิสั้นหรือแค่ซน สัญญาณและแนวทางช่วยเหลือ | Mahajitnakhon

16 ก.ย.
ยาว 2 นาที

“ลูกอยู่นิ่งไม่ได้เลย เป็นแค่เด็กซนตามวัยหรือเปล่า?”

“ทำไมครูบอกว่าลูกไม่มีสมาธิ ทั้งที่ตอนเล่นเกมหรือดูการ์ตูนกลับจดจ่อได้นาน?”

“ลูกทำการบ้านไม่เสร็จ ลืมของบ่อย และต้องคอยเตือนอยู่ตลอด แบบนี้เป็น ADHD หรือไม่?”


พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล แต่ เด็กซน เด็กวอกแวก หรือลืมของ ไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็น ADHD เสมอไป


ADHD หรือ Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder เป็นภาวะทางพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับความยากลำบากด้านการควบคุมความสนใจ การควบคุมแรงกระตุ้น และ/หรือระดับกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมกับวัย โดยอาการสามารถแตกต่างกันในเด็กแต่ละคน


⚠️การทำความเข้าใจ ADHD จึงไม่ควรดูจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว หรือใช้แบบทดสอบออนไลน์เพื่อสรุปว่าเด็กเป็น ADHD เพราะต้องพิจารณาพัฒนาการ อายุ บริบทที่เกิดพฤติกรรม และผลกระทบในชีวิตหลายด้าน


บทความนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจสัญญาณที่ควรสังเกต รู้ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมตามวัยกับสิ่งที่ควรได้รับการประเมิน และรู้ว่าจะขอความช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนดูแลและรับมือกับเด็กได้อย่างเหมาะสม


สังเกตพฤติกรรมลูกว่าวอกแวกหรือมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำหรือไม่ มีประเด็นปัญหาใดบ้างที่น่ากังวล แนะนำให้ลองบันทึกและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สังเกตพฤติกรรมลูกว่าวอกแวกหรือมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำหรือไม่ มีประเด็นปัญหาใดบ้างที่น่ากังวล แนะนำให้ลองบันทึกและรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ADHD ในเด็กคืออะไร

ADHD (Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder) เป็นภาวะทางพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับความยากลำบากในการควบคุมความสนใจ การควบคุมแรงกระตุ้น และกิจกรรมหรือความอยู่ไม่นิ่ง


เด็กที่มี ADHD ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ตั้งใจ” หรือ “ดื้อ” เพราะพฤติกรรมที่เห็นอาจเกี่ยวข้องกับความสามารถในการควบคุมตนเองและการทำงานของสมองในด้านต่าง ๆ


ADHD สามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น

  • มีความยากลำบากในการจดจ่อหรือรักษาความสนใจ

  • วอกแวกได้ง่าย

  • ลืมสิ่งของหรือกิจวัตรที่ควรทำ

  • มีความยากลำบากในการจัดการงานหรือทำตามขั้นตอน

  • พูดหรือแทรกผู้อื่นบ่อย

  • รอคอยได้ยาก

  • เคลื่อนไหวมากหรือรู้สึกว่าต้องทำอะไรอยู่ตลอดเวลา

  • ทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ทันคิดถึงผลที่ตามมา


อย่างไรก็ตาม เด็กทุกคนสามารถมีพฤติกรรมเหล่านี้ได้เป็นครั้งคราว

สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาคือรูปแบบของอาการ ความต่อเนื่อง ความเหมาะสมกับวัย การเกิดขึ้นในมากกว่าหนึ่งบริบท และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเด็ก


ตามเกณฑ์ทางคลินิก ADHD ไม่ได้วินิจฉัยจากการมีอาการเพียงหนึ่งหรือสองอย่าง การประเมินที่ได้มาตรฐานควรพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางสุขภาพที่เกี่ยวข้อง


อาการหรือสัญญาณที่ควรสังเกต

ADHD สามารถแสดงออกได้แตกต่างกันในแต่ละคน โดยทั่วไปสามารถมองได้เป็น 3 ประเภท สำคัญ ได้แก่ ประเภทขาดความใส่ใจ ด้านอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และลักษณะที่มีทั้งสองด้านร่วมกัน


📝 ประเภทขาดความใส่ใจ

เด็กบางคนอาจมีความยากลำบากในการรักษาความสนใจ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่อง

ตัวอย่างที่ผู้ปกครองหรือครูอาจสังเกตได้ เช่น

  • ทำงานหรือการบ้านไม่เสร็จแม้เข้าใจสิ่งที่ต้องทำ

  • ดูเหมือนไม่ได้ฟังเมื่อมีคนพูดด้วย

  • ลืมสิ่งที่ได้รับมอบหมาย

  • ทำของหายบ่อย

  • วอกแวกจากสิ่งรอบตัวได้ง่าย

  • มีความยากลำบากในการจัดลำดับหรือจัดการงาน

  • หลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้สมาธิต่อเนื่องเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม การที่เด็กไม่ตั้งใจทำการบ้านไม่ได้หมายความว่าเป็น ADHD ทันที เพราะอาจมีสาเหตุอื่น เช่น งานยากเกินไป เหนื่อย นอนไม่พอ มีความเครียด หรือมีปัญหาด้านการเรียนรู้


📝 ประเภทอยู่ไม่นิ่ง

เด็กบางคนอาจมีระดับกิจกรรมหรือความเคลื่อนไหวมากกว่าที่เหมาะสมกับสถานการณ์และวัย เช่น

  • ลุกจากที่นั่งบ่อย

  • ขยับตัวอยู่ตลอด

  • วิ่งหรือปีนป่ายในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม

  • พูดมาก

  • รู้สึกว่านั่งนิ่งได้ยาก

เด็กแต่ละวัยมีระดับพลังงานที่แตกต่างกัน การซน วิ่งเล่น หรือไม่อยู่นิ่ง อย่างเดียวไม่สามารถใช้สรุปได้ว่าเป็น ADHD หรือไม่


📝 ด้านหุนหันพลันแล่น

เด็กอาจตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ โดยไม่สามารถหยุดคิดหรือรอได้ทัน เช่น

  • พูดแทรก

  • ตอบก่อนคำถามจบ

  • รอคอยได้ยาก

  • เข้าไปขัดจังหวะกิจกรรมของคนอื่น

  • ทำบางอย่างทันทีโดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลตามมา

พฤติกรรมเหล่านี้สามารถพบได้ในเด็กทั่วไปเช่นกัน จึงต้องพิจารณาว่าเกิดบ่อยเพียงใด เกิดในสถานการณ์ใด และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กหรือไม่



ลูกสมาธิสั้นหรือแค่ซน? แตกต่างจากภาวะใกล้เคียงอย่างไร

คำถามว่า “ลูกซนหรือเป็น ADHD?” ไม่สามารถตอบได้จากพฤติกรรมเพียงข้อเดียว

เด็กซนตามวัย

เด็กโดยธรรมชาติอาจมีพลังงานสูง ชอบวิ่งเล่น อยากรู้อยากเห็น และยังอยู่ระหว่างการเรียนรู้เรื่องการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม

เด็กบางคนอาจอยู่ไม่นิ่งเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่น่าเบื่อ แต่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย และสามารถปรับพฤติกรรมได้เมื่อได้รับคำแนะนำหรือโครงสร้างที่ชัดเจน

ADHD


ใน ADHD ปัญหาด้านความสนใจ อยู่ไม่นิ่ง หรือหุนหันพลันแล่นมักเป็นรูปแบบที่ต่อเนื่องและไม่เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก และสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น การเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน หรือชีวิตในครอบครัว

อีกประเด็นสำคัญคือ อาการไม่ได้จำเป็นต้องเกิดเฉพาะที่บ้านหรือเฉพาะโรงเรียนเท่านั้น การประเมินจึงควรพิจารณาข้อมูลจากหลายบริบท


ปัญหาการเรียนรู้

เด็กที่มีปัญหาในการอ่าน เขียน คำนวณ หรือการเรียนรู้บางด้าน อาจดูเหมือนไม่มีสมาธิ ไม่สนใจเรียน หรือหลีกเลี่ยงการทำงาน


ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาด้านการเรียน การประเมินควรพิจารณาความสามารถด้านการเรียนรู้ร่วมด้วย ไม่ควรสรุปว่าเป็น ADHD เพียงเพราะเด็กไม่ยอมทำการบ้าน


การนอนหลับ ความเครียด และปัจจัยด้านอารมณ์

การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด ความกังวล หรือปัญหาทางอารมณ์ก็สามารถส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็กได้

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การประเมิน ADHD ควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถมองเห็นภาพรวมของเด็ก ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะพฤติกรรมหนึ่งช่วงเวลา


ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับ ADHD

ADHD เป็นภาวะที่มีความซับซ้อน และไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ “ผิด” ของผู้ปกครอง

ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องอาจประกอบด้วย

  • พันธุกรรม

  • ปัจจัยด้านการทำงานและพัฒนาการของสมอง

  • ปัจจัยระหว่างการตั้งครรภ์หรือช่วงพัฒนาการบางช่วง

  • ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมบางประเภท


งานวิจัยในปัจจุบันชี้ว่า ADHD มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมที่สำคัญ และมีปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ไม่ใช่ผลจากการเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว


หากลูกมีพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ปกครองกังวล ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าเด็กกำลังมี ความต้องการอะไร และควรได้รับการช่วยเหลือด้านใด

ADHD ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

หากเด็กมีความยากลำบากด้านความสนใจ การควบคุมแรงกระตุ้น หรือการจัดการพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อหลายด้าน

  • ✏️ด้านการเรียน

    เด็กอาจทำงานไม่เสร็จ ลืมส่งงาน ทำอุปกรณ์การเรียนหาย หรือมีความยากลำบากในการทำงานที่ต้องใช้สมาธิเป็นเวลานาน

    เด็กบางคนอาจมีความสามารถทางวิชาการดี แต่ผลการเรียนไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากความยากลำบากในการจัดการงานหรือควบคุมความสนใจ

  • 👨‍👩‍👧‍👦ด้านครอบครัว

    การต้องเตือนซ้ำ ๆ เช่น “เก็บของ” “ทำการบ้าน” “แต่งตัว” หรือ “หยุดเล่นแล้วไปอาบน้ำ” อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้าทั้งกับเด็กและผู้ปกครอง

    หากผู้ใหญ่ตีความพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็น “ขี้เกียจ” หรือ “ดื้อ” เด็กอาจได้รับคำตำหนิบ่อยครั้งจนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ดีพอ

  • 🎉ด้านเพื่อนและสังคม

    เด็กอาจมีความยากลำบากในการรอคิว ควบคุมการพูด หรือหยุดพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้เกิดความขัดแย้งกับเพื่อน

    หากไม่ได้รับความเข้าใจและการช่วยเหลือที่เหมาะสม เด็กอาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้ากับคนอื่นได้ยาก

  • 🌟ด้านความมั่นใจในตัวเอง

    เมื่อเด็กถูกตำหนิซ้ำ ๆ จากพฤติกรรมที่ตัวเองควบคุมได้ยาก อาจส่งผลต่อความรู้สึกต่อตัวเอง

    การช่วยเหลือจึงไม่ควรมุ่งเพียง “ทำให้เด็กอยู่นิ่ง” แต่ควรช่วยให้เด็กเข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง รวมถึงเรียนรู้ทักษะในการจัดการพฤติกรรมและอารมณ์


เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

หากผู้ปกครองเริ่มสงสัยว่าพฤติกรรมของลูกมากกว่าความซนตามวัย สิ่งที่เหมาะสมคือ นัดหมายกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินพัฒนาการ พฤติกรรม และความต้องการของเด็กอย่างรอบด้าน

ไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กมีปัญหาการเรียนอย่างรุนแรงก่อนจึงขอความช่วยเหลือ


โดยเฉพาะเมื่อผู้ปกครองหรือครูสังเกตว่าพฤติกรรมของเด็ก

  • เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • เกิดในมากกว่าหนึ่งสถานการณ์ เช่น ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

  • ไม่สอดคล้องกับระดับพัฒนาการหรือวัย

  • ส่งผลต่อการเรียน

  • ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อน

  • ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวบ่อยครั้ง

  • ทำให้เด็กมีความรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

  • หรือทำให้ผู้ปกครองและครูรู้สึกว่าการดูแลด้วยวิธีเดิม ๆ ไม่เพียงพอ


สิ่งสำคัญคือ อย่าใช้บทความหรือแบบประเมินออนไลน์เพียงอย่างเดียวเพื่อวินิจฉัย ADHD

แบบประเมินพฤติกรรมหรือแบบประเมินพัฒนาการเด็กสามารถเป็นเครื่องมือช่วยรวบรวมข้อมูลและช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเห็นภาพได้ชัดขึ้น แต่ไม่ควรนำผลคะแนนมาใช้เป็นคำวินิจฉัยด้วยตัวเอง


การประเมินพัฒนาการเด็กและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญช่วยอะไรได้บ้าง


การประเมินเด็กที่มีข้อสงสัยเรื่อง ADHD ควรพิจารณาเด็กเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ดูเพียงว่ามีพฤติกรรม “ซน” หรือ “ไม่มีสมาธิ” หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญมักพิจารณาข้อมูลจากหลายด้าน เช่น

  • ประวัติพัฒนาการตั้งแต่เล็ก

  • พฤติกรรมในบ้าน

  • พฤติกรรมที่โรงเรียน

  • ข้อมูลจากครูหรือผู้ดูแล

  • ความสามารถด้านการเรียน

  • การนอนหลับ

  • อารมณ์และความสัมพันธ์

  • สภาพแวดล้อมของเด็ก

  • จุดแข็งและความสนใจของเด็ก


📌ในบางกรณีอาจมีการใช้ แบบประเมินพฤติกรรมหรือแบบประเมินพัฒนาการเด็ก เพื่อช่วยรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม แบบประเมินเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่สามารถฟันธงว่าเด็กเป็น ADHD หรือไม่


การประเมินที่ดีควรช่วยตอบคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า

“เด็กกำลังมีความยากลำบากด้านไหน และเราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง?”


เมื่อเข้าใจปัญหาและความต้องการของเด็กมากขึ้น ผู้ปกครองสามารถร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและโรงเรียนในการวางแผนช่วยเหลือที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้



แนวทางช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น

ระหว่างรอการประเมิน ผู้ปกครองสามารถปรับสภาพแวดล้อมเพื่อช่วยให้เด็กจัดการกิจวัตรต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการวินิจฉัยก่อน

  • สื่อสารให้ชัดและเป็นขั้นตอน

    แทนที่จะบอกหลายคำสั่งพร้อมกัน เช่น “ไปเก็บของ อาบน้ำ ทำการบ้าน แล้วเตรียมกระเป๋า” อาจแบ่งเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ และให้เด็กทำทีละอย่าง

  • ใช้กิจวัตรที่คาดเดาได้

    การมีตารางเวลาและกิจวัตรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอสามารถช่วยให้เด็กเข้าใจว่าแต่ละช่วงเวลาต้องทำอะไร

  • ลดสิ่งรบกวนเมื่อทำงานที่ต้องใช้สมาธิ

    หากเด็กต้องทำการบ้าน อาจจัดพื้นที่ให้มีสิ่งรบกวนน้อยลง และแบ่งงานเป็นช่วงสั้น ๆ ตามความเหมาะสมของเด็ก

  • ชื่นชมพฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น

    การบอกเด็กอย่างเฉพาะเจาะจงว่า “แม่เห็นว่าหนูเก็บของเองก่อนออกไปเล่น ขอบคุณนะ” อาจช่วยให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ

  • หลีกเลี่ยงการตีตราเด็ก

    คำอย่าง “ขี้เกียจ” “ดื้อ” “ไม่เอาไหน” หรือ “ทำไมคนอื่นทำได้” อาจทำให้เด็กรู้สึกว่าปัญหาอยู่ที่ตัวตนของเขา

การเปลี่ยนจาก “หนูไม่ตั้งใจเลย” เป็น “เรามาหาวิธีทำให้หนูจดจ่อกับงานนี้ได้ง่ายขึ้นกัน” ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศจากการตำหนิเป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน


เด็กที่ซน วอกแวก ลืมของ หรือทำการบ้านไม่เสร็จ ไม่ได้หมายความว่าเป็น ADHD เสมอไป

ในทางกลับกัน หากพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมาะสมกับวัย เกิดในหลายบริบท และส่งผลกระทบต่อการเรียน ความสัมพันธ์ หรือชีวิตครอบครัว ก็ควรพิจารณาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ


สิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองไคือการพาลูกเข้าสู่กระบวนการประเมินที่เหมาะสม เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการ พฤติกรรม จุดแข็ง และความต้องการของเด็ก นอกจากนี้แบบประเมินพัฒนาการเด็ก สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรวบรวมข้อมูลได้ แต่ไม่ควรนำผลคะแนนไปวินิจฉัยเด็กด้วยตัวเอง


เมื่อได้รับข้อมูลที่รอบด้าน ผู้ปกครองจะสามารถร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนจัดการและช่วยเหลือเด็กได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะสุดท้ายแล้วเด็กจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ADHD หรือมีสาเหตุอื่นที่ต้องได้รับการดูแลก็ตาม


ผู้ปกครองคือคนสำคัญที่ควรรู้ว่าเด็กกำลังต้องการความช่วยเหลือด้านใด และผู้ใหญ่รอบตัวจะช่วยให้เขาเติบโตที่ดีได้อย่างไร


หากผู้ปกครองท่านใดมีความกังวลด้านพัฒนาการลูก หรือไม่มั่นใจในพฤติกรรมต่างๆที่เกิดขึ้น สามารถติดต่อทีมงานมหาจิตนครคลินิกเพื่อทำการขอคำแนะนำ/ ทำนัดหมาย




 
 
 

ความคิดเห็น


© 2026 by Mega Horizon.co.ltd

Powered and secured by Wix

bottom of page