top of page
  • mhj_fb_png
  • mhj_ig_png
  • mhj_line_png
ค้นหา

"การให้อภัย"ทำอย่างไร

23 ก.ค.
ยาว 1 นาที
ภาพปกเนื้อหา "การให้อภัยทำอย่างไร" ตามหลักจิตวิทยา โดย มหาจิตนครคลินิก

การให้อภัย...ไม่ใช่การลืม แต่คือการคืนอิสรภาพให้หัวใจ ในโลกของความสัมพันธ์ บาดแผลมักเกิดขึ้นได้เสมอ หลายคนเลือกแบกความโกรธแค้นไว้เพียงเพราะเข้าใจผิดว่าการ "ให้อภัย" คือความพ่ายแพ้


แต่ในความเป็นจริง การให้อภัยคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทวงคืนความสุขให้ตัวเราเอง


1. การให้อภัยคืออะไร?

หลายคนติดอยู่ในกับดักทางความคิดว่า การให้อภัยคือการ "ยอม" หรือการบอกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำนั้น "ไม่ผิด" แต่ในมุมมองของนักจิตวิทยา การให้อภัย (Forgiveness) มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น การให้อภัย ไม่ใช่การกลับไปสนิทใจกันเหมือนเดิม และไม่ใช่การลบเลือนความทรงจำที่เกิดขึ้น แต่มันคือมันคืออิสรภาพที่จะปลดล็อกตัวเราจากกรงขังของอดีต ปล่อยตัวเราจากความแค้น เพื่อให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างสวยงามโดยไม่มีโซ่ตรวนแห่งความโกรธมาล่ามไว้ และไม่ต้องเจ็บปวดจากความทรงจำเหล่านั้นอีกต่อไป


2. การให้อภัยมีกี่แบบ?

Dr. Stephen Marmer จาก UCLA อธิบายว่าการให้อภัยไม่ใช่ "One-size-fits-all" แต่แบ่งเป็น 3 ระดับตามสถานการณ์ ตามองค์ประกอบของการขอโทษทั้ง 3 อย่าง ได้แก่ “สำนึกผิด รับผิดชอบ แก้ไขสิ่งผิด“ 1. การยกโทษให้โดยสิ้นเชิง (Exoneration) ใช้เมื่อผู้ทำผิดสำนึกผิดอย่างจริงใจ รับผิดชอบ และพยายามแก้ไข สิ่งนี้จะช่วยล้างกระดานใหม่และสร้างความเชื่อใจกลับมาได้เกือบ 100% 2. การอดกลั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ (Forbearance) ใช้เมื่อคำขอโทษไม่สมบูรณ์แบบ แต่อีกฝ่ายยังเป็นคนสำคัญในชีวิต (เช่น คนในครอบครัว) เราเลือกที่จะไม่ถือสาเพื่อรักษาความสงบสุข แม้ความเชื่อใจจะยังไม่กลับมาเต็มที่ก็ตาม


3. การปล่อยวาง (Release)

ใช้เมื่ออีกฝ่ายไม่สำนึกผิดเลย หรือเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายเกินกว่าจะกลับไปคบหา ขั้นนี้เราทำเพื่อ "คืนอิสรภาพให้ตัวเอง" ตัดความพยาบาททิ้งไปเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมาสร้างอิทธิพลในหัวเราได้อีก


4. ทำไมเราถึงให้อภัยยาก? (The Resistance)

  • ทำไมการพูดว่า "ฉันให้อภัย" ถึงทำยากกว่าที่คิด? นั่นเป็นเพราะกลไกทางธรรมชาติของมนุษย์จาก สัญชาตญาณการเอาตัวรอด เพราะสมองเราจดจำความเจ็บปวดอย่างแม่นยำเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นซ้ำ การให้อภัยจึงรู้สึกเหมือนเรากำลัง "ลดการป้องกัน" หรือเปิดโอกาสให้คนอื่นมาทำร้ายเราได้อีก

  • ความยุติธรรมที่ค้างคา เพราะเรามักรอให้อีกฝ่ายมาคุกเข่าขอโทษหรือได้รับบทลงโทษที่สาสมก่อนถึงจะยอมปล่อยวาง แต่ในโลกความเป็นจริง "ความยุติธรรม" ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก การถือความโกรธไว้จึงเหมือนเรา "ถือถ่านร้อน รอปาใส่คนที่ผิด" คนที่เจ็บที่สุดไม่ใช่คนผิด แต่คือเราที่ยังกำความร้อนนั้นไว้จนมือพุพองเป็นแผลสาหัส


5. หลักการ REACH 5 ขั้นตอนเพื่อให้อภัย

หากคุณพร้อมจะเริ่มต้น นี่คือแบบฝึกหัด 5 ขั้นตอนโดย Dr. Everett Worthington ที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนความรู้สึกจากภายใน:

• R = Recall (ระลึกถึงด้วยใจที่นิ่ง): เริ่มจากการเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามความรู้สึกก่อน จากนั้นให้ลองเขียนใหม่อีกครั้งโดยใช้ "ความเป็นกลาง" ตัดการด่าทอหรืออารมณ์ออก ให้เหลือเพียงข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อลดอำนาจของความโกรธ

• E = Empathize (ทำความเข้าใจในมุมเขา): ลองจินตนาการว่าตอนนั้นเขากำลังเผชิญความกดดันอะไรอยู่? เขามีปมในอดีตไหม? (ไม่จำเป็นต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูก แต่เรามองเพื่อเข้าใจเหตุที่ทำให้เกิดผล และมองเขาในฐานะมนุษย์ที่ผิดพลาดคนหนึ่ง)

• A = Altruistic Gift (มอบเป็นของขวัญ): นึกถึงตอนที่เราเคยทำผิดแล้วได้รับอภัย ตอนนั้นเราเบาสบายแค่ไหน? ลองมอบ "ของขวัญ" แห่งการหลุดพ้นนี้ให้เขา เพื่อที่เราเองจะได้เป็นผู้ให้บ้าง

• C = Commit (ตั้งมั่น): เขียนจดหมายเล่นๆ ถึงคนคนนั้นเพื่อประกาศว่า "ฉันเลือกที่จะไม่ถือโทษคุณแล้ว" ไม่ต้องส่งจดหมายนี้ให้ใคร แต่เขียนเพื่อให้คำมั่นสัญญากับใจตัวเองให้เป็นรูปธรรม

• H = Hold (รักษาไว้): เมื่อความโกรธกลับมา (ซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเจอตัวกระตุ้น) ให้บอกตัวเองว่า "ฉันตัดสินใจให้อภัยไปแล้ว" และหาเวลาสงบๆ จัดการกับอารมณ์ที่ค้างคาเป็นระยะจนกว่าแผลจะหายสนิท


6. การให้อภัยตัวเอง (Self-Forgiveness)

สุดท้าย คนที่ให้อภัยยากที่สุดมักไม่ใช่คนอื่น แต่คือตัวเราเองในอดีต

หลายคนจมอยู่กับคำว่า "ไม่น่าทำแบบนั้นเลย" หรือ "ถ้ารู้อย่างนี้..." หัวใจสำคัญของการก้าวต่อคือการ ยอมรับ ว่าในวันนั้น เราได้ทำดีที่สุดเท่าที่ความรู้และวุฒิภาวะในตอนนั้นจะมีแล้ว

หยุดลงโทษตัวเอง และเปลี่ยนเรื่องราวอดีตเหล่านั้นให้กลายเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาเป็นตัวเราคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม 


แหล่งอ้างอิง


 
 
 

ความคิดเห็น


© 2026 by Mega Horizon.co.ltd

Powered and secured by Wix

bottom of page