EMDR คืออะไร? การบำบัด PTSD และบาดแผลทางใจจาก Trauma |Mahajitnakhon
- Mahajitnakhon Blog

- 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

EMDR คืออะไร? การบำบัด PTSD และบาดแผลทางใจจาก Trauma
EMDR หรือ Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นรูปแบบหนึ่งของจิตบำบัดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประสบการณ์กระทบใจ เหตุการณ์รุนแรง หรือความทรงจำที่ยังส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด ร่างกาย และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน
EMDR มักถูกพูดถึงในบริบทของ PTSD, Trauma และ บาดแผลทางใจ โดยเน้นการช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ยังคงกระตุ้นความทุกข์หรืออาการต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น American Psychological Association อธิบายว่า EMDR เป็นจิตบำบัดแบบมีโครงสร้างที่ให้ผู้รับบริการโฟกัสกับความทรงจำเกี่ยวกับ trauma ร่วมกับการกระตุ้นสองข้าง เช่น การเคลื่อนไหวของตา ซึ่งสัมพันธ์กับการลดความชัดเจนของภาพในหัว และ ความรุนแรงทางอารมณ์ ของความทรงจำนั้น
EMDR คืออะไร
EMDR ย่อมาจาก Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นกระบวนการจิตบำบัดที่ช่วยให้ผู้รับบริการทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ trauma หรือ PTSD
แนวคิดหลักของ EMDR คือ บางประสบการณ์ที่กระทบใจอาจไม่ได้ถูกประมวลผลอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความทรงจำ ความรู้สึก ภาพ เสียง ความคิด หรือความรู้สึกทางร่างกายบางอย่างยังถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ในปัจจุบัน แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วก็ตาม trauma memories อาจถูกจัดเก็บต่างจากความทรงจำทั่วไป ทำให้ถูกกระตุ้นได้ง่ายจากสิ่งเร้าในชีวิตประจำวัน
ใน EMDR ผู้รับบริการจะโฟกัสกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันมีการใช้ bilateral stimulation เช่น การเคลื่อนไหวของตาซ้าย–ขวา เสียง หรือการแตะสลับสองข้าง ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมด้าน EMDR
EMDR ไม่ใช่การลบความทรงจำ และไม่ใช่การทำให้ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ความทรงจำนั้นถูกประมวลผลใหม่ในลักษณะที่ทำให้ความทุกข์หรือการตอบสนองทางอารมณ์ลดลงได้ในบางกรณี
PTSD และ Trauma คืออะไร
Trauma หมายถึงประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรู้สึกปลอดภัย ร่างกาย จิตใจ หรือความมั่นคงภายในของบุคคล เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นเหตุการณ์รุนแรงครั้งเดียว หรือประสบการณ์ต่อเนื่องที่สะสมเป็นระยะเวลานาน
ตัวอย่างประสบการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ trauma ได้แก่:
อุบัติเหตุรุนแรง
การถูกทำร้ายทางร่างกายหรือจิตใจ
การสูญเสียคนสำคัญ
การถูกคุกคามหรือถูกละเมิด
ประสบการณ์ในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ
เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหมดอำนาจ ควบคุมไม่ได้ หรือไม่ปลอดภัย
PTSD หรือ Post-Traumatic Stress Disorder เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นหลังจากบุคคลเผชิญหรือรับรู้เหตุการณ์ที่กระทบใจอย่างรุนแรง โดยอาจมีอาการเช่น ความทรงจำแทรกซ้อน ฝันร้าย หลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ตื่นตัวง่าย หงุดหงิด หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นอยู่
ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่าน trauma จะเป็น PTSD และไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการหลังเหตุการณ์กระทบใจจะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็น PTSD การประเมินควรพิจารณาจากอาการ ระยะเวลา ผลกระทบต่อชีวิต และบริบทของแต่ละคนร่วมกัน
อาการหรือสัญญาณที่ควรสังเกต
ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก trauma หรือ PTSD อาจมีอาการแตกต่างกัน บางคนมีอาการชัดเจนทันทีหลังเหตุการณ์ บางคนเพิ่งเริ่มมีอาการหลังจากเวลาผ่านไป หรืออาจไม่เชื่อมโยงอาการของตนเองกับเหตุการณ์ในอดีตทันที
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่:
มีภาพ ความทรงจำ หรือความรู้สึกจากเหตุการณ์เดิมกลับมาโดยไม่ตั้งใจ
ฝันร้าย หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง
หลีกเลี่ยงสถานที่ บุคคล บทสนทนา หรือสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์
ตื่นตัวง่าย สะดุ้งง่าย หงุดหงิด หรือระแวงมากขึ้น
รู้สึกชา ว่างเปล่า หรือแยกตัวจากคนรอบตัว
รู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย
มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง หรือเกร็ง
สมาธิลดลง นอนหลับยาก หรือมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน
ความสัมพันธ์ การเรียน หรือการทำงานเริ่มได้รับผลกระทบ

EMDR แตกต่างจากการพูดคุยทั่วไปอย่างไร
การพูดคุยทั่วไปอาจช่วยให้บุคคลได้ระบายความรู้สึก จัดระบบความคิด หรือได้รับมุมมองใหม่ต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
แต่ EMDR เป็นกระบวนการจิตบำบัดที่มีโครงสร้างเฉพาะ โดยมุ่งทำงานกับความทรงจำ ประสบการณ์ หรือ trigger ที่ยังส่งผลต่ออารมณ์ ร่างกาย และความคิดในปัจจุบัน ผู้รับบริการไม่ได้เพียงเล่าเรื่อง แต่ทำงานกับความทรงจำและการตอบสนองที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบการบำบัดที่มีขั้นตอน
EMDR มักใช้โครงสร้างการทำงานแบบหลาย phase และเป็นการบำบัดที่มีเป้าหมายช่วย reprocess ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับ trauma โดยทั่วไปอาจทำ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และบางแหล่งอธิบายว่ามักอยู่ในช่วงประมาณ 6–12 sessions ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละกรณี
EMDR จึงไม่ใช่เทคนิคที่ควรทำเองจากคลิปหรือบทความ เพราะการทำงานกับความทรงจำกระทบใจอาจทำให้อารมณ์หรืออาการบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และการฝึกอบรมที่เหมาะสม
กระบวนการ EMDR โดยทั่วไปเป็นอย่างไร
กระบวนการ EMDR อาจแตกต่างกันตามผู้เชี่ยวชาญและความเหมาะสมของผู้รับบริการ แต่โดยทั่วไป EMDR เป็นกระบวนการที่มีโครงสร้าง ไม่ใช่การเริ่มทำงานกับความทรงจำกระทบใจทันทีตั้งแต่ครั้งแรกเสมอไป
ขั้นตอนโดยรวมอาจประกอบด้วย:
การประเมินเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญจะทำความเข้าใจประวัติ ปัญหาที่ต้องการดูแล อาการปัจจุบัน ความปลอดภัย และความพร้อมของผู้รับบริการ
การเตรียมความพร้อม ก่อนทำงานกับความทรงจำกระทบใจ อาจมีการพูดคุยเรื่องทักษะการดูแลตนเอง การจัดการอารมณ์ และวิธีรับมือเมื่อถูกกระตุ้น
การระบุเป้าหมายของการทำงาน เช่น ความทรงจำ เหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือ trigger ที่เกี่ยวข้องกับอาการ
การใช้ bilateral stimulation ผู้รับบริการโฟกัสกับความทรงจำหรือความรู้สึกที่เกี่ยวข้อง ขณะมีการกระตุ้นสองข้าง เช่น การเคลื่อนไหวของตา เสียง หรือการแตะสลับสองข้าง
การสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยติดตามว่าอารมณ์ ความคิด ภาพ ความรู้สึกทางร่างกาย หรือความหมายของความทรงจำเปลี่ยนไปอย่างไร
การปิด session อย่างเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ผู้รับบริการกลับสู่ภาวะที่มั่นคงพอก่อนจบ session และวางแนวทางดูแลตนเองหลัง session
การประเมินผลต่อเนื่อง มีการติดตามว่าอาการ ความคิด หรือ trigger ที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และยังมีประเด็นใดที่ต้องดูแลต่อ
APA อธิบายว่า EMDR แตกต่างจาก trauma-focused treatments บางรูปแบบ เพราะไม่ได้เน้นการเล่ารายละเอียดของ trauma อย่างยาวต่อเนื่องหรือ homework assignment ในแบบเดียวกันเสมอไป แต่เน้นการทำงานกับความทรงจำผ่านกระบวนการที่มีโครงสร้าง
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับ PTSD และบาดแผลทางใจ
PTSD และผลกระทบจาก trauma ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น
ลักษณะและความรุนแรงของเหตุการณ์
ความรู้สึกควบคุมไม่ได้หรือไม่มีทางหนีในขณะเกิดเหตุการณ์
ประวัติประสบการณ์กระทบใจในอดีต
การได้รับหรือไม่ได้รับการสนับสนุนหลังเหตุการณ์
ความหมายที่บุคคลให้กับเหตุการณ์นั้น
สภาพแวดล้อม ครอบครัว ความสัมพันธ์ และระบบสนับสนุน
ภาวะสุขภาพจิตหรือร่างกายอื่นที่เกิดร่วม
ระยะเวลาที่อาการเกิดขึ้นและความรุนแรงของผลกระทบต่อชีวิต
การมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะต้องเป็น PTSD เสมอไป และการไม่มีปัจจัยบางอย่างไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดผลกระทบทางใจ การประเมินควรทำโดยดูภาพรวมของอาการ ประวัติ บริบท และความปลอดภัยของผู้รับบริการ

PTSD และ Trauma ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร
ผลกระทบจาก trauma และ PTSD อาจไม่ได้อยู่เฉพาะในความทรงจำ แต่สามารถส่งผลต่อการทำงานของระบบอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้
ตัวอย่างผลกระทบที่อาจพบ ได้แก่:
หลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่างจนชีวิตประจำวันแคบลง
รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูปกติ
มีปัญหาการนอน ฝันร้าย หรือตื่นบ่อย
สมาธิลดลง ทำงานหรือเรียนได้ยากขึ้น
หงุดหงิดง่ายหรือมีอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ
รู้สึกชา ตัดขาดจากอารมณ์ หรือไม่สามารถรู้สึกผ่อนคลายได้
ความสัมพันธ์ได้รับผลกระทบจากการหลีกเลี่ยง ความไม่ไว้วางใจ หรือการป้องกันตัวเองตลอดเวลา
มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้ หรือเกร็ง
ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจไม่ได้เชื่อมโยงอาการกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งทันที จึงควรได้รับการประเมินอย่างเป็นระบบแทนการสรุปด้วยตนเอง
เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ
ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากประสบการณ์กระทบใจหรืออาการหลังเหตุการณ์เริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน หรือเกิดขึ้นต่อเนื่องจนรับมือคนเดียวได้ยาก
สัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลือ ได้แก่:
อาการเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่ดีขึ้นตามเวลา
ความทรงจำ ภาพ หรือความรู้สึกจากเหตุการณ์เดิมกลับมารบกวนบ่อย
หลีกเลี่ยงหลายสิ่งจนกระทบการเรียน งาน หรือความสัมพันธ์
มีอาการตื่นตัวสูง นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา
มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น
รู้สึกชา ว่างเปล่า หรือแยกตัวจากคนรอบตัว
ความสัมพันธ์เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
มีความคิดทำร้ายตนเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย
หากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรติดต่อโรงพยาบาล บริการฉุกเฉิน หรือผู้เชี่ยวชาญทันที ไม่ควรรอให้ถึงเวลานัดหมายปกติ

การปรึกษาและจิตบำบัดช่วยอะไรได้บ้าง
การปรึกษาและจิตบำบัดสามารถช่วยให้ผู้รับบริการทำความเข้าใจผลกระทบของ trauma ต่อความคิด อารมณ์ ร่างกาย พฤติกรรม และความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นระบบ
ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ PTSD หรือบาดแผลทางใจ การทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจช่วยในด้านต่างๆ เช่น
ประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับ trauma, PTSD หรือปัจจัยอื่นหรือไม่
ทำความเข้าใจ trigger ที่กระตุ้นอารมณ์หรืออาการทางร่างกาย
วางแผนการดูแลที่เหมาะกับความพร้อมและความปลอดภัยของผู้รับบริการ
ฝึกทักษะการจัดการอารมณ์และ grounding เมื่อถูกกระตุ้น
สำรวจความคิดหรือความหมายที่บุคคลให้กับเหตุการณ์
ทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังส่งผลต่อชีวิตปัจจุบัน
ประเมินว่าควรใช้แนวทาง EMDR หรือแนวทางจิตบำบัดอื่นหรือไม่
พิจารณาการส่งต่อจิตแพทย์หรือบริการทางการแพทย์ หากมีอาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องใช้ยา
หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเกี่ยวกับ PTSD, Trauma หรือบาดแผลทางใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลได้ที่นี่:
บริการที่เกี่ยวข้องจากมหาจิตนคร
หากคุณกำลังเผชิญอาการที่เกี่ยวข้องกับ trauma, PTSD หรือบาดแผลทางใจ และต้องการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้น มหาจิตนคร คลินิกให้บริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลทั้งรูปแบบ Online และ Onsite
บริการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่พูดคุยอย่างเป็นระบบกับนักจิตวิทยา เพื่อประเมินอาการ ทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน และวางแนวทางดูแลต่ออย่างเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
EMDR คือการสะกดจิตไหม
EMDR ไม่ใช่การสะกดจิต ผู้รับบริการยังมีสติ รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถสื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดกระบวนการ EMDR เป็นจิตบำบัดที่มีโครงสร้าง และควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมที่เหมาะสม
EMDR ใช้กับ PTSD เท่านั้นไหม
EMDR ถูกพัฒนาขึ้นและมีการพูดถึงมากในบริบทของ PTSD และ trauma-related symptoms แต่การพิจารณาว่าเหมาะกับกรณีใดควรอยู่ภายใต้การประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินใจจากชื่ออาการเพียงอย่างเดียว
ต้องเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมดไหม
EMDR ไม่ได้เหมือนการเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดต่อเนื่องเสมอไป แต่ผู้เชี่ยวชาญยังจำเป็นต้องเข้าใจบริบท อาการ ความปลอดภัย และเป้าหมายในการดูแลพอสมควร เพื่อวางแผนการทำงานอย่างเหมาะสม
EMDR ใช้เวลากี่ครั้ง
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติ ความซับซ้อนของประสบการณ์ ความพร้อม และเป้าหมายของผู้รับบริการ
EMDR เหมาะกับทุกคนไหม
ไม่เสมอไป ผู้ที่มีอาการรุนแรง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาการ dissociation สูง หรือมีภาวะอื่นร่วม อาจต้องได้รับการประเมินและเตรียมความพร้อมก่อน ผู้เชี่ยวชาญอาจเลือกแนวทางอื่นหรือแนะนำการดูแลร่วมกับจิตแพทย์ตามความเหมาะสม
ถ้ามีอาการ PTSD ต้องพบจิตแพทย์ไหม
ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และความจำเป็นด้านการรักษาทางการแพทย์ หากมีอาการรุนแรง นอนไม่ได้มาก มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือจำเป็นต้องใช้ยา อาจต้องพบจิตแพทย์ร่วมด้วย
หากคุณกำลังเผชิญอาการที่เกี่ยวข้องกับ PTSD, Trauma หรือบาดแผลทางใจ และต้องการเริ่มทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเป็นระบบ สามารถเล่าเบื้องต้นให้ทีมงานช่วยแนะนำบริการที่เหมาะสมได้อย่างเป็นส่วนตัว






ความคิดเห็น