top of page
  • mhj_fb_png
  • mhj_ig_png
  • mhj_line_png
ค้นหา

EMDR คืออะไร? การบำบัด PTSD และบาดแผลทางใจจาก Trauma |Mahajitnakhon

  • รูปภาพนักเขียน: Mahajitnakhon Blog
    Mahajitnakhon Blog
  • 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที


EMDR คืออะไร? การบำบัด PTSD และบาดแผลทางใจจาก Trauma

EMDR หรือ Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นรูปแบบหนึ่งของจิตบำบัดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประสบการณ์กระทบใจ เหตุการณ์รุนแรง หรือความทรงจำที่ยังส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด ร่างกาย และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน


EMDR มักถูกพูดถึงในบริบทของ PTSD, Trauma และ บาดแผลทางใจ โดยเน้นการช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ยังคงกระตุ้นความทุกข์หรืออาการต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น American Psychological Association อธิบายว่า EMDR เป็นจิตบำบัดแบบมีโครงสร้างที่ให้ผู้รับบริการโฟกัสกับความทรงจำเกี่ยวกับ trauma ร่วมกับการกระตุ้นสองข้าง เช่น การเคลื่อนไหวของตา ซึ่งสัมพันธ์กับการลดความชัดเจนของภาพในหัว และ ความรุนแรงทางอารมณ์ ของความทรงจำนั้น



EMDR คืออะไร

EMDR ย่อมาจาก Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นกระบวนการจิตบำบัดที่ช่วยให้ผู้รับบริการทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังส่งผลกระทบต่อจิตใจ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ trauma หรือ PTSD


แนวคิดหลักของ EMDR คือ บางประสบการณ์ที่กระทบใจอาจไม่ได้ถูกประมวลผลอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความทรงจำ ความรู้สึก ภาพ เสียง ความคิด หรือความรู้สึกทางร่างกายบางอย่างยังถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ในปัจจุบัน แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วก็ตาม trauma memories อาจถูกจัดเก็บต่างจากความทรงจำทั่วไป ทำให้ถูกกระตุ้นได้ง่ายจากสิ่งเร้าในชีวิตประจำวัน


ใน EMDR ผู้รับบริการจะโฟกัสกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันมีการใช้ bilateral stimulation เช่น การเคลื่อนไหวของตาซ้าย–ขวา เสียง หรือการแตะสลับสองข้าง ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมด้าน EMDR


EMDR ไม่ใช่การลบความทรงจำ และไม่ใช่การทำให้ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ความทรงจำนั้นถูกประมวลผลใหม่ในลักษณะที่ทำให้ความทุกข์หรือการตอบสนองทางอารมณ์ลดลงได้ในบางกรณี


PTSD และ Trauma คืออะไร

Trauma หมายถึงประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรู้สึกปลอดภัย ร่างกาย จิตใจ หรือความมั่นคงภายในของบุคคล เหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นเหตุการณ์รุนแรงครั้งเดียว หรือประสบการณ์ต่อเนื่องที่สะสมเป็นระยะเวลานาน

ตัวอย่างประสบการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ trauma ได้แก่:


  • อุบัติเหตุรุนแรง

  • การถูกทำร้ายทางร่างกายหรือจิตใจ

  • การสูญเสียคนสำคัญ

  • การถูกคุกคามหรือถูกละเมิด

  • ประสบการณ์ในครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ

  • เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหมดอำนาจ ควบคุมไม่ได้ หรือไม่ปลอดภัย


PTSD หรือ Post-Traumatic Stress Disorder เป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นหลังจากบุคคลเผชิญหรือรับรู้เหตุการณ์ที่กระทบใจอย่างรุนแรง โดยอาจมีอาการเช่น ความทรงจำแทรกซ้อน ฝันร้าย หลีกเลี่ยงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ตื่นตัวง่าย หงุดหงิด หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์ยังเกิดขึ้นอยู่


ไม่ใช่ทุกคนที่ผ่าน trauma จะเป็น PTSD และไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการหลังเหตุการณ์กระทบใจจะต้องได้รับการวินิจฉัยเป็น PTSD การประเมินควรพิจารณาจากอาการ ระยะเวลา ผลกระทบต่อชีวิต และบริบทของแต่ละคนร่วมกัน



อาการหรือสัญญาณที่ควรสังเกต

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก trauma หรือ PTSD อาจมีอาการแตกต่างกัน บางคนมีอาการชัดเจนทันทีหลังเหตุการณ์ บางคนเพิ่งเริ่มมีอาการหลังจากเวลาผ่านไป หรืออาจไม่เชื่อมโยงอาการของตนเองกับเหตุการณ์ในอดีตทันที

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่:

  • มีภาพ ความทรงจำ หรือความรู้สึกจากเหตุการณ์เดิมกลับมาโดยไม่ตั้งใจ

  • ฝันร้าย หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง

  • หลีกเลี่ยงสถานที่ บุคคล บทสนทนา หรือสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์

  • ตื่นตัวง่าย สะดุ้งง่าย หงุดหงิด หรือระแวงมากขึ้น

  • รู้สึกชา ว่างเปล่า หรือแยกตัวจากคนรอบตัว

  • รู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย

  • มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง หรือเกร็ง

  • สมาธิลดลง นอนหลับยาก หรือมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ความสัมพันธ์ การเรียน หรือการทำงานเริ่มได้รับผลกระทบ

สังเกตอาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลา และความรุนแรงที่เกิดอาการ
สังเกตอาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลา และความรุนแรงที่เกิดอาการ

EMDR แตกต่างจากการพูดคุยทั่วไปอย่างไร

การพูดคุยทั่วไปอาจช่วยให้บุคคลได้ระบายความรู้สึก จัดระบบความคิด หรือได้รับมุมมองใหม่ต่อสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่


แต่ EMDR เป็นกระบวนการจิตบำบัดที่มีโครงสร้างเฉพาะ โดยมุ่งทำงานกับความทรงจำ ประสบการณ์ หรือ trigger ที่ยังส่งผลต่ออารมณ์ ร่างกาย และความคิดในปัจจุบัน ผู้รับบริการไม่ได้เพียงเล่าเรื่อง แต่ทำงานกับความทรงจำและการตอบสนองที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบการบำบัดที่มีขั้นตอน


EMDR มักใช้โครงสร้างการทำงานแบบหลาย phase และเป็นการบำบัดที่มีเป้าหมายช่วย reprocess ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับ trauma โดยทั่วไปอาจทำ 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์ และบางแหล่งอธิบายว่ามักอยู่ในช่วงประมาณ 6–12 sessions ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละกรณี


EMDR จึงไม่ใช่เทคนิคที่ควรทำเองจากคลิปหรือบทความ เพราะการทำงานกับความทรงจำกระทบใจอาจทำให้อารมณ์หรืออาการบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมาได้ จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และการฝึกอบรมที่เหมาะสม



กระบวนการ EMDR โดยทั่วไปเป็นอย่างไร

กระบวนการ EMDR อาจแตกต่างกันตามผู้เชี่ยวชาญและความเหมาะสมของผู้รับบริการ แต่โดยทั่วไป EMDR เป็นกระบวนการที่มีโครงสร้าง ไม่ใช่การเริ่มทำงานกับความทรงจำกระทบใจทันทีตั้งแต่ครั้งแรกเสมอไป

ขั้นตอนโดยรวมอาจประกอบด้วย:


  1. การประเมินเบื้องต้น ผู้เชี่ยวชาญจะทำความเข้าใจประวัติ ปัญหาที่ต้องการดูแล อาการปัจจุบัน ความปลอดภัย และความพร้อมของผู้รับบริการ

  2. การเตรียมความพร้อม ก่อนทำงานกับความทรงจำกระทบใจ อาจมีการพูดคุยเรื่องทักษะการดูแลตนเอง การจัดการอารมณ์ และวิธีรับมือเมื่อถูกกระตุ้น

  3. การระบุเป้าหมายของการทำงาน เช่น ความทรงจำ เหตุการณ์ ความคิด ความรู้สึก หรือ trigger ที่เกี่ยวข้องกับอาการ

  4. การใช้ bilateral stimulation ผู้รับบริการโฟกัสกับความทรงจำหรือความรู้สึกที่เกี่ยวข้อง ขณะมีการกระตุ้นสองข้าง เช่น การเคลื่อนไหวของตา เสียง หรือการแตะสลับสองข้าง

  5. การสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยติดตามว่าอารมณ์ ความคิด ภาพ ความรู้สึกทางร่างกาย หรือความหมายของความทรงจำเปลี่ยนไปอย่างไร

  6. การปิด session อย่างเหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ผู้รับบริการกลับสู่ภาวะที่มั่นคงพอก่อนจบ session และวางแนวทางดูแลตนเองหลัง session

  7. การประเมินผลต่อเนื่อง มีการติดตามว่าอาการ ความคิด หรือ trigger ที่เกี่ยวข้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และยังมีประเด็นใดที่ต้องดูแลต่อ


APA อธิบายว่า EMDR แตกต่างจาก trauma-focused treatments บางรูปแบบ เพราะไม่ได้เน้นการเล่ารายละเอียดของ trauma อย่างยาวต่อเนื่องหรือ homework assignment ในแบบเดียวกันเสมอไป แต่เน้นการทำงานกับความทรงจำผ่านกระบวนการที่มีโครงสร้าง



ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับ PTSD และบาดแผลทางใจ

PTSD และผลกระทบจาก trauma ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น


  • ลักษณะและความรุนแรงของเหตุการณ์

  • ความรู้สึกควบคุมไม่ได้หรือไม่มีทางหนีในขณะเกิดเหตุการณ์

  • ประวัติประสบการณ์กระทบใจในอดีต

  • การได้รับหรือไม่ได้รับการสนับสนุนหลังเหตุการณ์

  • ความหมายที่บุคคลให้กับเหตุการณ์นั้น

  • สภาพแวดล้อม ครอบครัว ความสัมพันธ์ และระบบสนับสนุน

  • ภาวะสุขภาพจิตหรือร่างกายอื่นที่เกิดร่วม

  • ระยะเวลาที่อาการเกิดขึ้นและความรุนแรงของผลกระทบต่อชีวิต


การมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าบุคคลจะต้องเป็น PTSD เสมอไป และการไม่มีปัจจัยบางอย่างไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดผลกระทบทางใจ การประเมินควรทำโดยดูภาพรวมของอาการ ประวัติ บริบท และความปลอดภัยของผู้รับบริการ

คุณจะเป็น PTSD หรือไม่ ควรนัดหมายผู้เชี่ยวชาญในการประเมินอย่างเหมาะสม ไม่แนะนำให้คาดเดาด้วยตัวเอง
คุณจะเป็น PTSD หรือไม่ ควรนัดหมายผู้เชี่ยวชาญในการประเมินอย่างเหมาะสม ไม่แนะนำให้คาดเดาด้วยตัวเอง


PTSD และ Trauma ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร

ผลกระทบจาก trauma และ PTSD อาจไม่ได้อยู่เฉพาะในความทรงจำ แต่สามารถส่งผลต่อการทำงานของระบบอารมณ์ ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิตในปัจจุบันได้

ตัวอย่างผลกระทบที่อาจพบ ได้แก่:


  • หลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่างจนชีวิตประจำวันแคบลง

  • รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ดูปกติ

  • มีปัญหาการนอน ฝันร้าย หรือตื่นบ่อย

  • สมาธิลดลง ทำงานหรือเรียนได้ยากขึ้น

  • หงุดหงิดง่ายหรือมีอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ

  • รู้สึกชา ตัดขาดจากอารมณ์ หรือไม่สามารถรู้สึกผ่อนคลายได้

  • ความสัมพันธ์ได้รับผลกระทบจากการหลีกเลี่ยง ความไม่ไว้วางใจ หรือการป้องกันตัวเองตลอดเวลา

  • มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น เช่น ใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้ หรือเกร็ง


ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจไม่ได้เชื่อมโยงอาการกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งทันที จึงควรได้รับการประเมินอย่างเป็นระบบแทนการสรุปด้วยตนเอง



เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

ควรพิจารณาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ หากประสบการณ์กระทบใจหรืออาการหลังเหตุการณ์เริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน หรือเกิดขึ้นต่อเนื่องจนรับมือคนเดียวได้ยาก


สัญญาณที่ควรขอความช่วยเหลือ ได้แก่:

  • อาการเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่ดีขึ้นตามเวลา

  • ความทรงจำ ภาพ หรือความรู้สึกจากเหตุการณ์เดิมกลับมารบกวนบ่อย

  • หลีกเลี่ยงหลายสิ่งจนกระทบการเรียน งาน หรือความสัมพันธ์

  • มีอาการตื่นตัวสูง นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา

  • มีอาการทางกายเมื่อถูกกระตุ้น

  • รู้สึกชา ว่างเปล่า หรือแยกตัวจากคนรอบตัว

  • ความสัมพันธ์เริ่มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

  • มีความคิดทำร้ายตนเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย


หากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรติดต่อโรงพยาบาล บริการฉุกเฉิน หรือผู้เชี่ยวชาญทันที ไม่ควรรอให้ถึงเวลานัดหมายปกติ


เมื่อรู้สึกว่าเริ่มจัดการด้วยตัวเองไม่ไหว ได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรรีบติดต่อนัดหมายผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำารบำบัด
เมื่อรู้สึกว่าเริ่มจัดการด้วยตัวเองไม่ไหว ได้รับผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรรีบติดต่อนัดหมายผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำารบำบัด

การปรึกษาและจิตบำบัดช่วยอะไรได้บ้าง

การปรึกษาและจิตบำบัดสามารถช่วยให้ผู้รับบริการทำความเข้าใจผลกระทบของ trauma ต่อความคิด อารมณ์ ร่างกาย พฤติกรรม และความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นระบบ

ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ PTSD หรือบาดแผลทางใจ การทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจช่วยในด้านต่างๆ เช่น


  • ประเมินว่าอาการที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับ trauma, PTSD หรือปัจจัยอื่นหรือไม่

  • ทำความเข้าใจ trigger ที่กระตุ้นอารมณ์หรืออาการทางร่างกาย

  • วางแผนการดูแลที่เหมาะกับความพร้อมและความปลอดภัยของผู้รับบริการ

  • ฝึกทักษะการจัดการอารมณ์และ grounding เมื่อถูกกระตุ้น

  • สำรวจความคิดหรือความหมายที่บุคคลให้กับเหตุการณ์

  • ทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังส่งผลต่อชีวิตปัจจุบัน

  • ประเมินว่าควรใช้แนวทาง EMDR หรือแนวทางจิตบำบัดอื่นหรือไม่

  • พิจารณาการส่งต่อจิตแพทย์หรือบริการทางการแพทย์ หากมีอาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องใช้ยา


หากคุณต้องการพูดคุยกับนักจิตวิทยาเกี่ยวกับ PTSD, Trauma หรือบาดแผลทางใจ สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลได้ที่นี่:



บริการที่เกี่ยวข้องจากมหาจิตนคร

หากคุณกำลังเผชิญอาการที่เกี่ยวข้องกับ trauma, PTSD หรือบาดแผลทางใจ และต้องการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมากขึ้น มหาจิตนคร คลินิกให้บริการปรึกษาและจิตบำบัดรายบุคคลทั้งรูปแบบ Online และ Onsite


บริการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่พูดคุยอย่างเป็นระบบกับนักจิตวิทยา เพื่อประเมินอาการ ทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน และวางแนวทางดูแลต่ออย่างเหมาะสม




คำถามที่พบบ่อย

  1. EMDR คือการสะกดจิตไหม

    EMDR ไม่ใช่การสะกดจิต ผู้รับบริการยังมีสติ รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และสามารถสื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญได้ตลอดกระบวนการ EMDR เป็นจิตบำบัดที่มีโครงสร้าง และควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรมที่เหมาะสม

  2. EMDR ใช้กับ PTSD เท่านั้นไหม

    EMDR ถูกพัฒนาขึ้นและมีการพูดถึงมากในบริบทของ PTSD และ trauma-related symptoms แต่การพิจารณาว่าเหมาะกับกรณีใดควรอยู่ภายใต้การประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรตัดสินใจจากชื่ออาการเพียงอย่างเดียว

  3. ต้องเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ทั้งหมดไหม

    EMDR ไม่ได้เหมือนการเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดต่อเนื่องเสมอไป แต่ผู้เชี่ยวชาญยังจำเป็นต้องเข้าใจบริบท อาการ ความปลอดภัย และเป้าหมายในการดูแลพอสมควร เพื่อวางแผนการทำงานอย่างเหมาะสม

  4. EMDR ใช้เวลากี่ครั้ง

    จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับอาการ ประวัติ ความซับซ้อนของประสบการณ์ ความพร้อม และเป้าหมายของผู้รับบริการ 

  5. EMDR เหมาะกับทุกคนไหม

    ไม่เสมอไป ผู้ที่มีอาการรุนแรง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย อาการ dissociation สูง หรือมีภาวะอื่นร่วม อาจต้องได้รับการประเมินและเตรียมความพร้อมก่อน ผู้เชี่ยวชาญอาจเลือกแนวทางอื่นหรือแนะนำการดูแลร่วมกับจิตแพทย์ตามความเหมาะสม

  6. ถ้ามีอาการ PTSD ต้องพบจิตแพทย์ไหม

    ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และความจำเป็นด้านการรักษาทางการแพทย์ หากมีอาการรุนแรง นอนไม่ได้มาก มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือจำเป็นต้องใช้ยา อาจต้องพบจิตแพทย์ร่วมด้วย


หากคุณกำลังเผชิญอาการที่เกี่ยวข้องกับ PTSD, Trauma หรือบาดแผลทางใจ และต้องการเริ่มทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเป็นระบบ สามารถเล่าเบื้องต้นให้ทีมงานช่วยแนะนำบริการที่เหมาะสมได้อย่างเป็นส่วนตัว



 
 
 

ความคิดเห็น


© 2026 by Mega Horizon.co.ltd

Powered and secured by Wix

bottom of page